Author Archives: Ray Parker

ทำงานอย่างไรให้มีความสุข

การทำงานเป็นเรื่องที่สำคัญและจำเป็นสำหรับใครหลายๆคนอย่างมากเลยเพราะงานเป็นสิ่งที่ทุกคนทำในทุกวันและเป็นประจำ ทุกสิ่งทุกอย่างนั้นเป็นเรื่องที่จำเป็นและเป็นเรื่องที่สำคัญที่ไม่ควรมองข้ามหลายๆสิ่งหลายๆอย่างนั้นเราควรที่จะเรียนรู้ว่าการทำงานของเรานั้นเป็นการทำงานอะไร เราได้ทำงานที่เราชอบหรือไม่ หากเราได้ทำงานในสิ่งที่เราไม่ชอบแน่นอนว่าเป็นเรื่องที่แย่มากแล้วที่เราจะต้องทำงานในที่ที่เราไม่ชอบ หลายๆสิ่งหลายๆอย่างนั้นเป็นเรื่องที่จำเป็นอย่างยิ่งเลยที่เราไม่ควรที่จะมองข้ามการทำงานที่เก่งและดีนั้นเราจะต้องถนัดในด้านของงานนั้นๆหากเรามีความคิดที่ดีมากพอก็จะทำให้เราเป็นคนที่เก่งมากยิ่งขึ้น สนุกในงานที่ชอบและชอบทำงานในสิ่งที่อยากทำอันนี้เป็นของคู่กัน ไม่มีใครหรอกที่อยากทำงานในสิ่งที่ตัวเองไม่อยากทำ ใครๆก็อยากที่จะทำงานให้ตรงกับสายงานตามที่เราเรียนมาด้วยกันทั้งนั้น งานในปัจจุบันนี้มีการแข่งขันกันมากมายเลยทีเดียวหลายๆสิ่งหลายๆอย่างนั้นเราควรที่จะเรียนรู้ให้ได้ว่างานที่เราทำนั้นทำในรูปแบบไหนลักษณะไหน หากเราทำงานเป็นแล้วเราก็จะมีความสุขกับงานที่เราทำ ทุกๆอย่างนั้นเป็นเรื่องที่เราไม่ควรมองข้ามผ่านอย่างมากเลยทีเดียว การที่เราทำงานนั้นเราก็จะต้องมีความถนัดในด้านงานที่เราจะทำหากเราไม่มีความถนัดในงานที่ทำเราก็สามารถที่จะเรียนรู้ไปได้ควบคู่กันไปแต่ถ้าหากเรียนรู้แล้วยังรู้สึกว่าไม่โอเคอันนี้ก็เป็นเรื่องที่เราเริ่มจะเบื่อหน่ายและไม่สนุกกับการทำงานแล้ว ทำงานอย่างไรถึงจะมีความสุขหล่ะ หลายๆคนยังคงสงสัยว่าทำงานอย่างไรถึงจะมีความสุขบอกได้เลยว่าการทำงานที่จะทำให้เรามีความสุขนั้นเราสามารถเลือกได้ที่เราจะทำงานอย่างมีความสุขเพราะว่าถ้าเราทำงานในสิ่งที่ตัวเองชอบหรือถนัดแน่นอนว่าเราจะทำงานได้อย่างมีความสุขมากขึ้นเช่นกัน หากเรามีความกังวลในเรื่องของครอบครัวเรื่องของที่บ้านแนะนำว่าจะต้องแบ่งแยกเรื่องงานกับเรื่องส่วนตัวเลยหล่ะเพราะว่าไม่งั้นก็อาจจะทำให้กระทบกับงานก็เป็นได้ การทำงานที่มีความสุขนั้นเราจะต้องทำงานได้อย่างมีประสิทธิภาพไม่ต้องกังวลใดๆกังวลกับสิ่งที่เราต้องทำอยู่ข้างหน้าหากเรามองเห็นถึงสิ่งที่ทำอยู่ข้างหน้าก็จะทำให้ร่างกายของเรานั้นสามารถมีแรงที่จะทำงานได้อย่างเต็มที่เพื่อให้ผลงานของเรานั้นออกมาในทางที่ดีที่สุดเลยหล่ะ source : www.jobtopgun.com

วิธีเลือกไข่มุกแท้สไตล์กูรูอัญมณี

เมื่อนำไข่มุกมาประดับอยู่บนแหวน ต่างหู หรือนำมาทำเป็นสร้อยคอ ก็นับว่าเป็นเครื่องประดับอันเลอค่า มีมูลค่าและราคาที่สามารถทำให้ผู้ที่สวมใส่ดูสง่ามีราศีขึ้นมาในทันที นับเป็นหนึ่งในอัญมณีที่ผู้คนนิยมชมชอบกันเป็นอย่างมาก แต่อย่างที่ทราบกันว่าอัญมณีชนิดนี้มีทั้งของแท้และของเทียม ซึ่งการจะเลือกนั้นบางทีก็ดูยาก ครั้งนี้เราจึงจะมาแนะนำ วิธีเลือกเครื่องประดับที่เป็นไข่มุกแท้สไตล์ผู้เชี่ยวชาญนั้น เขามีวิธีเลือกและพิจารณากันอย่างไร 1.มารู้จักกับมุกกันก่อน มุกนั้นได้มาจากหอยมุกจัดว่าเป็นอัญมณีที่เกิดขึ้นจากธรรมชาติ กระบวนในการสร้างขึ้นมานั่นก็เกิดขึ้นจากการมีสิ่งแปลกปลอมอย่างทรายและเศษหินหลงเข้าไปในตัวหอย เมื่อตัวหอยได้รับสิ่งแปลกปลอมเหล่านี้เข้าไปมาก ๆ ก็จะเกิดการระคายเคือง จนทำให้เกิดการสร้างแคลเซียมคาร์บอเนตขึ้นมาปกป้องตัวเองเพื่อลดการระคายเคือง และสารนี้นี่เองที่เมื่อรวมตัวกันเข้ามาก ๆ ก็จะเกิดเป็นไข่มุกขึ้นมา สำหรับในธรรมชาตินั้นปัจจุบันแม้ยังหาได้แต่ก็หายากมากขึ้น โดยปกติแล้วจะพบมากที่ ศรีลังกา อ่าวเปอร์เซีย ออสเตรเลีย ซึ่งโดยทั่วไปจะแบ่งออกเป็น 3 ประเภท คือ ไข่มุกธรรมชาติ ไข่มุกเลี้ยง ไข่มุกเทียม สำหรับไข่มุกแท้ที่เรากล่าวถึงกันนั้น ก็คือ เป็นแบบธรรมชาติและแบบเลี้ยง เนื่องจากทั้งสองแบบนี้เกิดขึ้นจากหอยมุกทั้งคู่ เพียงแต่ต่างกันแค่ในส่วนของที่มาของหอยเท่านั้น แบบเลี้ยงนั้นเกิดขึ้นเพราะตามธรรมชาติหายากมากขึ้น มนุษย์จึงต้องมีการเลี้ยงเพื่อเพาะขึ้นมา โดยมนุษย์จะช่วยนำวัสดุแปลกปลอมเช่น เปลือกหอยหรือลูกปัดเข้าไปช่วยกระตุ้นหอยให้สร้างมุกขึ้นมานั่นเอง 2.ขนาดและรูปร่างควรสัมพันธ์กับราคา ไข่มุกแท้นั้นจะมีรูปร่างและลักษณะที่หลากหลาย ตั้งแต่กลมมนสวยงาม ไปจนถึงแบบที่ไม่เป็นรูปทรงชัดเจนเลยทีเดียว ซึ่งสิ่งที่เกิดขึ้นจากธรรมชาตินั้นก็จะเป็นเช่นนี้ ซึ่งถ้าหากมุกแท้มาในรูปลักษณ์กลมมนสวยงามคุณก็ต้องพิจารณาเรื่องของราคาดูว่าสอดคล้องกันหรือไม่ เพราะมุกแท้จากธรรมชาติและมีความสวยงามสมบูรณ์จะราคาสูงมาก หากเป็นเม็ดที่ดูสวยงามเมื่อนำมาเป็นเครื่องประดับเรียบร้อย ทุกเม็ดกลมมนสวยได้รูปและสัดส่วนที่งดงาม แต่ขายในราคาที่ค่อนข้างถูก ให้คุณสันนิษฐานไว้ก่อนเลยว่านั่นเป็นของเทียม ส่วนแบบที่มีรูปร่างประหลาดไม่สวยนั้นให้ความมั่นใจได้มากกว่าว่าจะเป็นของแท้ ฉะนั้น… Read More »

เมื่อหมด Passion ในการทำงานสายนี้ จะหางานใหม่อย่างไรให้โดน

ไม่ใช่เรื่องแปลกประหลาดที่คนเราจะมารู้ตัวทีหลังว่าสิ่งที่ทำอยู่มันไม่ใช่ เพราะเรื่องแบบนี้ก็มีให้เห็นอยู่บ่อยๆ แม้จะไม่ใช่ในเรื่องของการทำงานก็ตาม แต่ในบางครั้งคุณเองก็อาจจะยังไม่แน่ใจในตัวเองนักว่าสิ่งที่รู้สึกนั้นมันจะใช่ความรู้สึกนั้นจริงๆ หรือเปล่า เพราะบางทีคุณอาจจะแค่เบื่อหรือเหนื่อยล้า แต่ก็ใช่ว่าจะอยากเปลี่ยนงานเสียทีเดียวนี่จริงไหม? แต่ปัญหาก็คือปัญหา เราไม่ควรจะปล่อยมันเอาไว้ให้คาราคาซัง ดังนั้น ลองมาพูดคุยและหาคำตอบให้ตัวเองกันดูดีกว่ากว่าว่างานที่ทำอยู่ตอนนี้มันใช่หรือไม่ใช่ตัวเรากันแน่ และถ้าไม่ใช่จะมีวิธีอย่างไรในการหางานใหม่ที่ใช่กว่าเดิม  ขั้นที่ 1 : ค้นหาตัวเองให้เจอ             เป็นขั้นตอนแรกเริ่มที่สำคัญใช้ได้ เพราะการค้นหาตัวเองจะช่วยให้เราได้เข้าใจตัวเองมากยิ่งขึ้น ว่าเราอยากจะหางานใหม่จริงๆ หรือเป็นเพียงแค่การคิดด้วยอารมณ์ชั่ววูบเท่านั้น แต่ถ้าหากเราทบทวนกับตัวเองและแน่ใจแล้วว่าเราต้องการที่จะหางานใหม่จริงๆ เมื่อถึงตอนนั้นก็จะถึงเวลาของการทำความเข้าใจกับตัวเอง ว่าสิ่งที่เราอยากทำจริงๆ คืออะไร สิ่งที่เราต้องการจริงๆ เป็นอย่างไร นอกจากนั้นยังควรพยายามมองหาสิ่งที่ตัวเองทำได้ดีอีกด้วย เพราะจะเป็นก้าวสำคัญสำหรับเราในการหางานใหม่อีกครั้ง ขั้นที่ 2 : ศึกษาหาข้อมูลเกี่ยวกับงานที่คิดว่าเหมาะกับตัวเอง             เมื่อทำความเข้าใจกับตัวเองจนเข้าใจอย่างถ่องแท้แล้วว่าถนัดอะไร ก็ถึงเวลาที่จะนำสิ่งเหล่านั้นมาประกอบเข้าด้วยกันแล้วนำไปสู่การตามหาสายงานที่ใช่ เมื่อสนใจในสายงานไหนแล้วก็ควรลองศึกษาเส้นทางต่างๆ ในงานสายนั้นดูด้วยก็จะยิ่งดีเข้าไปใหญ่ เพื่อที่อย่างน้อยเราจะได้นำมาพิจารณาถึงเป้าหมายในสายงานนั้นๆ ของเราได้ด้วย ขั้นที่ 3 : ปรับปรุงพัฒนาตัวเองให้พร้อมสำหรับสายงานใหม่             ไม่มีใครที่เกิดมาจะเก่งและสมบูรณ์พร้อม บางคนแม้ว่าจะดูมีความสามารถมากขนาดไหนแต่ก็ยังมีจุดอ่อนที่คาดเดาไม่ได้ ดังนั้นการที่เรานำจุดอ่อนนั้นมาพัฒนาและปรับแก้เสียใหม่ก็คงจะเป็นการดีกว่าที่จะปล่อยมันเอาไว้เฉยๆ บางครั้งการย้ายสายงานเราอาจจะต้องพบเจอกับอุปสรรคที่เราไม่คาดฝัน การเตรียมตัวให้พร้อมเอาไว้ก่อนจะช่วยทำให้เรามีความมั่นใจมากยิ่งขึ้นและทำให้เราเริ่มงานในสายนั้นได้ดียิ่งขึ้น ถ้าทำได้อย่างนี้ ก็มั่นใจได้เลยว่าคุณพร้อมแล้วที่จะก้าวไปสู่สายงานใหม่ที่ดีกว่าเดิม

ทบทวนกับตัวเองสักนิดไหม ทำไมถึงนกสัมภาษณ์งาน

ประสบการณ์ที่คนส่วนใหญ่ไม่อยากเจอคงเป็นเรื่องของการสัมภาษณ์งานที่ไหนๆ ก็ล้มเหลวตลอด จนบางครั้งก็ไม่เข้าใจว่าพระเจ้ากำลังเล่นตลกอะไรหรือเปล่า และทำให้รู้สึกท้อ รู้สึกหมดกำลังใจกับการพยายามหางานไปเลย ถึงแม้จะเป็นเรื่องที่ห้ามยากแต่การคิดในเชิงลบก็ไม่ได้ช่วยให้อะไรดีขึ้น เพราะบางครั้งการที่เราไม่ผ่านสัมภาษณ์งานนั้น อาจจะมีเหตุผลมากกว่าที่เราคาดคิด ดังนั้นอาจจะดีกว่าหรือเปล่าถ้าหากเรากลับมานั่งทบทวนและคิดให้ถี่ถ้วนว่าตัวเรานั้นพลาดอะไรไป จากนั้นก็นำไปปรับปรุงแก้ไขในการสัมภาษณ์งานครั้งหน้า กับ 5 เหตุผลที่อาจเป็นสาเหตุที่ทำให้คุณพลาดในการสัมภาษณ์งาน โกหกเพราะกลัวไม่ได้งาน บางครั้งคุณอาจจะคิดว่าการโกหกจะช่วยทำให้รอดพ้นจากการสัมภาษณ์งานไปได้ ด้วยการปิดบังข้อเสียของตัวเองและแสดงออกไปในแบบที่ไม่ใช่ตัวคุณเลย ไม่แน่ว่าผู้ที่มาสัมภาษณ์งานของคุณนั้นอาจจะจับไต๋ได้และรู้ว่าคุณกำลังโกหกอยู่ จึงเป็นสิ่งที่ไม่ควรทำ เพราะพวกเขาจะคิดว่าคุณเป็นคนไม่น่าเชื่อถือจึงไม่น่ารับเข้าทำงานด้วยนั่นเอง ไม่มีความมั่นใจในตัวเอง อย่าลืมว่าผู้สัมภาษณ์นั้นชอบคนที่มีความมั่นใจในตัวเอง เพราะการที่คุณมั่นใจว่าตัวเองมีความสามารถนั้น ก็จะช่วยให้อีกฝ่ายคิดว่าคุณพึ่งพาได้เช่นเดียวกัน ดังนั้นจึงควรแสดงศักยภาพของตัวเองออกมาให้เต็มที่ แต่อะไรที่มากเกินไปก็ไม่ดี ดังนั้นจึงควรระมัดระวังด้วยว่าคุณกำลังทำให้ใครหมั่นไส้อยู่หรือเปล่า ไม่เข้าใจในข้อเสียของตัวเอง หลายๆ ครั้ง ในการสัมภาษณ์งานผู้สัมภาษณ์มักจะถามว่าอะไรคือสิ่งที่เป็นข้อเสียของตัวเรา โดยเขาอาจจะคาดหวังว่าจะเห็นเรายอมรับในตัวเองก็ได้หรืออาจจะกำลังประเมินอยู่ก็ได้ว่าเราจะจัดการกับข้อเสียของตัวเองอย่างไร ดังนั้นถ้าหากตอบไม่ได้ก็อาจจะทำให้เสียคะแนนตรงจุดนี้ไปด้วย ไม่มีความรู้เกี่ยวกับบริษัทที่อยากจะเข้าทำงานด้วย บางคนอาจจะคิดว่าไม่สำคัญ แต่บางบริษัทอาจมองว่าการที่คุณทำการบ้านเกี่ยวกับบริษัทของพวกเขามาก่อนนั้นมันแสดงถึงความมุ่งมั่นและตั้งใจที่อยากจะเข้าทำงานด้วย ซึ่งจะช่วยให้คุณได้คะแนนตรงจุดนี้ไป แต่ถ้าไม่ล่ะก็คงรู้ๆ กันดีนะ ไม่คิดจะถามหรือสงสัยอะไร บางครั้งคุณอาจคิดว่าตัวเองจะได้งานแน่ๆ จนกระทั่งลืมนึกไปว่าฟีดแบคนั้นก็สำคัญ คุณควรจะลองถามหาข้อผิดพลาดของตัวเองจากผู้สัมภาษณ์ดูนะ อย่างน้อยเขาก็อาจจะคิดว่าคุณเองก็มีใจที่จะพัฒนาตนเหมือนกัน

เคล็ดไม่ลับ กับการเตรียมตัวเพื่อหางานในฝัน

หลังจากที่เรียนจบมาแล้ว สิ่งที่ผู้คนตั้งเป้าหมายต่อไปแน่นอนว่าจะต้องเป็นการหางาน แต่ด้วยความที่ยังไม่เคยมีประสบการณ์มาก่อน จึงอาจมีกังวลบ้างเป็นธรรมดา การเสริมสร้างความมั่นใจให้และสร้างจุดแข็งให้กับตัวเองจึงสำคัญ หากทำได้แล้วนั้นการหางานก็คงจะเป็นหนทางที่ราบลื่นไม่มีสะดุด เทคนิคที่จะช่วยในด้านการหางานจะมีอะไรบ้างนั้น ลองไปดูกันเลย การแต่งกาย เป็นอย่างแรกเลยที่ควรจะจัดเตรียมให้ดูดีเข้าไว้ เนื่องจากเป็นความประทับใจแรกที่ทางที่ทำงานจะประเมินตัวเรา ยิ่งแต่งกายดูภูมิฐานก็ยิ่งช่วยเสริมบุคลิกภาพมากยิ่งขึ้น ดังนั้นจึงต้องจัดความสำคัญเอาไว้เป็นอย่างแรกๆ ตั้งสติก่อนสตาร์ท การตื่นเต้นหรือลนลานจนเกินไป จะทำให้ท่าทางของเราดูแปลกๆ และอาจจะทำให้พลาดได้ง่าย ในการสัมภาษณ์งานเราควรมีความมั่นใจในตัวเองและทำใจดีสู้เสือเข้าไว้ ถ้าหากสามารถตอบคำถามได้ดี ทางที่ทำงานก็จะพิจารณาเราในทางที่ดีด้วยเช่นกัน การตระเตรียมเอกสารต่างๆ ให้ครบถ้วน ถือเป็นอีกหนึ่งการเตรียมตัวที่สำคัญ เพราะถ้าหากมีเอกสารบางอย่างที่ขาดหายไป ก็อาจจะทำให้ตัวเราถูกตัดออกจากการพิจารณารับเข้าทำงานไปเลยก็ได้ เพราะ HR อาจจะมองว่าตัวเรานั้นบกพร่องละไม่ละเอียดรอบคอบ ดังนั้นจะต้องพยายามตรวจสอบเอกสารของเราดูให้ดีกว่าไม่ได้พลาดหรือลืมหยิบอะไรมา ฝึกซ้อมในการพูดเพื่อตอบคำถาม ระหว่างสัมภาษณ์งานเราอาจจะเจอคำถามที่ไม่คาดฝันได้ ดังนั้นการคิดเผื่อในสถานการณ์ที่ไม่คิดไม่ถึง ก็คงจะเป็นการดีและช่วยให้เราเกิดไหวพริบในการตอบคำถามมากขึ้น ในด้านการเตรียมตัวอาจจะฝึกซ้อมพูดกับตัวเองหรือฝึกตอบคำถามโดยคาดเดาคำถามที่อาจจะพบด้วยก็ย่อมได้ เรซูเม่ที่ดีมีชัยไปกว่าครึ่ง เรซุเม่นั้นก็คล้ายคลังกับพอร์ตโฟลิโอที่เราทำเพื่อยื่นในการสอบเข้ามหาวิทยาลัย การมีเรซูเม่ที่ดี ก็จะช่วยเป็นใบเบิกทางเพื่อให้เราได้มีโอกาสเข้าไปทำงานที่ต้องการมากยิ่งขึ้น ดังนั้นอย่าลืมเตรียมเรซูเม่ที่เหมาะสมกับงานที่เราต้องการด้วย สุดท้ายนี้ ถ้าหากได้ทำทุกอย่างที่ว่ามาได้เป็นอย่างดีแล้ว แต่ก็ยังไม่สามารถหางานที่ต้องการได้เสียที สิ่งที่ควรทำอย่างที่สุดนั่นคือการไม่ยอมแพ้และพยายามมองไปในวันข้างหน้าเสมอๆ เพราะคงจะเป็นไปไม่ได้แน่นอนที่ตัวเราจะต้องล้มเหลวร่ำไป คงมีสักวันที่เทพีแห่งชัยชนะอยู่ข้างเราและเมื่อนั้นเองที่ตัวเราจะประสบความสำเร็จกับสิ่งที่ทำ